บทที่ 25 แบรนด์นั้นสำคัญฉะนี้ !
Item Code : chapt025
เนื้อหา : บทนี้ถือเป็นบทสำคัญ และค่อนข้างตั้งใจมากที่จะให้ผู้ประกอบการธุรกิจสนใจในการสร้างเอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ช่วงที่เปิดอบรม ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับแบรนด์เยอะมาก ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่นักโฆษณา นักการตลาดเขียน ก็จะเป็นเจ้าของสินค้าลงมาอธิบายเอง ทั้งที่ความจริง แบรนด์เป็นเรื่องที่ลูกค้ากำหนดเองด้วยซ้ำ บทนี้ผมจึงนำประสบการณ์การเป็นลูกค้าของร้านบะหมี่แห่งหนึ่งในย่านเยาวราชมาเป็นบทเรียน ว่าวันที่ร้านไม่มีแบรนด์ ลูกค้าทุกคนก็ตั้งชื่อกิจการให้ท่านแล้ว พอมาถึงวันที่ท่านคิดชื่อกิจการออกแล้ว และอยากให้ลูกค้าเข้าใจแบบที่ท่านคิด ก็ต้องเป็นสิทธิของลูกค้าอีกเหมือนกันว่าเขาจะเปลี่ยน ความเชื่อ ของตนเองไหม ?
บทขยาย : ช่วงที่โรงงานรับทำรองเท้าชื่อดัง (OEM) ของไทยต้องปิดกิจการลง เนื่องจากเจ้าของแบรนด์ต้องการย้ายฐานผลิตไปยังสถานที่ที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจไทยหลายๆ เจ้า ต้องมานั่งทบทวนว่า การได้ออเดอร์จำนวนมากๆ เพื่อแลกกับ เอกราช ความภูมิใจในฝีมือของตนเองไปนั้น คุ้มค่ากันเพียงไร การหยิบยืมจมูกคนอื่นหายใจ นั้นอาจเหมาะสม และถือเป็นกลยุทธ์ชั้นเลิศในการดึงงานฝีมือของตนให้เป็นที่ประจักษ์ของตลาดได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่วันที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาทำให้โลกแบนราบ การติดต่อกับประเทศต่างๆ สะดวกขึ้น เจ้าของแบรนด์ต่างๆ ย่อมมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น การยืมจมูกผู้อื่นหายใจ จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในอนาคตอย่างแน่นอน
เว็บไซต์แนะนำ
1. www.moc.go.th: เว็บไซต์เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลเรื่องรับจดทะเบียนการค้า , ลิขสิทธิ, สิทธิบัตรคลิกที่นี่
2. www. mew6.com/: แหล่งรวมความรู้ด้านการออกแบบมากมาย รวมถึงแบรนด์ด้วยคลิกที่นี่
3. www.slideshare.net : แหล่งรวบรวมสไลด์การนำเสนอที่มีสาระความรู้มากมาย เหมาะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะมีทั้งภาพและเสียง (บางชิ้น) รวมถึงเรื่องแบรนด์ด้วย คลิกที่นี่
ภาพยนตร์แนะนำ :
UDON: เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ผมนึกถึงในขณะที่พิมพ์บทความนี้ เพราะเห็นว่าเป็นอาหารเกี่ยวกับเส้นเช่นเดียวกัน ที่สำคัญ ในภาพยนต์เรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นแง่มุมที่คนธรรมดาอย่างเราอาจจะนึกไม่ถึง โดยเฉพาะคำว่า อาหารแห่งจิตใจ เรื่องของชายหนุ่มโคสุเกะ ที่อยาก เดี่ยวไมโครโฟนให้คนมีความสุข เขา ไล่ล่าความฝันไกลถึงนิวยอร์ก แต่ก็ล้มเหลว ต้องตากหน้ากลับบ้านเกิด คือเมือง ซานูกิ ที่เขาจากมาเกือบหกปี เพราะเขาคิดว่าเมืองนี้ และพ่อของเขาซึ่งทำแต่ อูด้งนั้นไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าอาหารอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น
ช่วงที่กำลังหางานทำ เพื่อนสมัยเรียนที่ทำครีเอทีพให้กับนิตยสารท้องถิ่น ชักชวนให้เขาลองทำหน้าที่หาโฆษณาให้นิตยสารฉบับนี้ โดยที่ หน.บก.บอกว่ารายได้ของเขาจะได้จากการจำหน่ายนิตยสารเท่านั้น โคสุเกะตั้งใจมากว่าจะขายนิตยสารให้ได้เดือนละ แสนฉบับ แต่เพื่อนของเขาบอกว่าตามสถิติที่ผ่านมา นิตยสารท้องถิ่นแห่งนี้ขายได้ 6,000 ฉบับก็ถือว่าดีแล้ว ในขณะที่เขากำลังยัดเยียดให้เจ้าของร้านหนังสือรับนิตยสารฉบับนี้ไปจำหน่าย หูเขาก็แว่วได้ยินเสียงลูกค้า 2 คนคุยกันว่า มาเมืองนี้ ไม่รู้จะหาข้อมูลร้านอูด้งจากเล่มไหน (ซานูกิ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งอูด้ง เพราะมีร้านอาหารประเภทนี้เปิดอยู่ถึง 900 แห่ง) โคสุเกะจึงได้ไอเดียนำไปเสนอกองบก. ว่าควรจะมีเรื่องราวของร้านอูด้งมาลงในนิตยสารบ้าง ทีมงานเห็นพ้องตระเวณเก็บภาพ รับประทานอูด้งแหล่งต่างๆ พร้อมเขียนวิจารณ์ แต่ในช่วงที่จะเลือกรูปแบบการนำเสนอ เกิดมีคนเสนอแนวคิดเก๋ไก๋ว่า ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลต่างๆ ครบ ควรออกมาในรูปแบบของปริศนา ให้คนตามหาจะดีกว่า ทุกคนเกิดความสนใจ เพราะยังไม่เคยมีใครทำหนังสือแนวนี้ จึงตัดสินใจไม่ลงภาพถ่าย หรือแผนที่ทางไปร้าน เพียงแต่สร้างบทความให้คลุมเครือเพื่อให้ผู้อ่านอยากรู้และติดตามไปชิมกันเอง
เมื่อตีพิมพ์ออกมาปรากฏว่า หนังสือขายดี และทำให้ อูด้ง กลายเป็นสินค้าที่ชาวเมืองอื่นๆ ต้องเดินทางมาชิม ถึงขนาดมีตัวละครสองคนบ่นกันว่า คุ้มไหมกับการนั่งเครื่องบิน 50000 เยนเพื่อมารับประทานอูด้ง 100 เยน หนังสอดแทรกวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวอาทิตย์อุทัย มีน้ำใจเอื้อเฟื้อได้อย่างน่าทึ่ง หนึ่งฉากที่ผมประทับใจ เมื่อพนักงานขายต้องเดินมาบอกว่า เส้นอูด้งหมด เนื่องจากมีคนมาต่อคิวขอซื้อยาวเกินไป คนท้องถิ่นก็จะสละคิวให้กับชาวต่างเมือง บอกว่าเขาอยู่แถวนี้มากินเมื่อไรก็ได้ และเมื่ออูด้งดัง ก็ทำให้ชาวเมืองต่างๆ หลั่งไหลมาเมืองนี้พร้อมเศษขยะมากมาย คนพื้นเมืองที่เสียสละคิวให้ ระหว่างเดินกลับบ้าน เธอยังช่วยเก็บขยะที่คนเมืองอื่นมาทิ้งให้เป็นที่เป็นทางด้วย
แม้แต่กรรมวิธีนวดแป้งเพื่อทำอูด้งที่ต้องใช้เท้าคนขึ้นไปเหยียบนั้น พอเวลาแปรสภาพเป็นอาหารพร้อมบริโภค ก็ยังดูแล้วน้ำลายไหลอยู่ดีทั้งที่รู้ว่าแป้งเหล่านี้ผ่านกระบวนย่ำมาแล้ว อีกทั้งรูปแบบการพัฒนาอูด้งของเมืองนี้ก็มีหลากหลายให้ลูกค้าเลือก
ฉากที่โคสุเกะถามพ่อที่หน้าบึ้งและไม่เคยหัวเราะเลยว่า พ่อยิ้มตอนไหน (สาเหตุนี้เป็นปมหนึ่งของชีวิตทำให้โคสุเกะมุ่งมั่นเอาดีในอาชีพที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขเพราะเขาอยากเห็นพ่อยิ้มบ้าง) พ่อบอกเขาว่า ได้รับอูด้งอร่อยๆ สักชาม เขาสงสัย พ่อย้อนกลับว่า ไม่จริงหรอกหรือ เวลาที่คนได้รับประทานอาหารอร่อยๆ แล้วจะมีความสุข เพราะทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจด้วย เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสุขที่แท้จริง นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปไขว่คว้าไกลตัวเองเลย
ช่วงท้ายหนังยังให้ความสำคัญของเรื่องแบรนด์ด้วย แม้ว่า โคสุเกะจะรับเป็นทายาททำร้านอูด้งต่อ แต่พี่สาวก็คัดค้าน บอกว่าถ้าทำไม่ดีก็จะเป็นการเสียชื่อเปล่าๆ
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยทุกคนได้มีโอกาสชม (มีดีวีดีจำหน่ายแล้ว) เผื่อจะได้แนวคิดไปพัฒนาท้องถิ่นของตน ไม่จำเป็นต้องเอาเงินภาษีของราษฏรบินไปดูงานถึงต่างประเทศบ่อยๆ หรอก หนังเรื่องนี้ย่นย่อพร้อมสรุปเบื้องหลังความสำเร็จของชาวญี่ปุ่นเอาไว้อย่างชัดเจนว่าทำไม ชาวอาทิตย์อุทัยถึงไม่เคยสูญเสียวัฒนธรรมตัวเองไปกับสิ่งเย้ายวนของอารยะตะวันตก แม้จะมี อินเทอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีที่สยบคนบนแผ่นดินอื่น ๆมานักต่อนักแล้ว คลิกที่นี่เพื่อชมเว็บไซต์ของภาพยนตร์ แม้เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ขอให้สังเกตุแนวคิดลูกเล่นการสร้างเว็บที่สอดคล้องกับเนื้อหา แม้อ่านไม่ออก แต่ขอบอกว่ามี "รอยยิ้ม" เกิดขึ้นแน่ๆ ไม่เชื่อเข้าเว็บแล้วลองคลิกปุ่มไหนดูก็ได้
"Please contact bananaclick@gmail.com for quotation."